พระยาภิรมย์ภักดี เดิมชื่อ นายบุญรอด เศรษฐบุตร เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2415 เป็นบุตรของ พระภิรมย์ภักดี (นายชม เศรษฐบุตร) และ นางมา เศรษฐบุตร

พระยาภิรมย์ภักดี เริ่มการศึกษาที่บ้าน และเมื่ออายุ 11 ปี ได้เข้าศึกษาเล่าเรียนกับอาจารย์เนียม วัดบพิตรพิมุข ต่อมาได้เรียนวิชาวาดเขียนกับหลวงฤทธิ์ฯ ที่สะพานยาว วัดจักรวรรดิราชาวาส และหลังจากนั้นได้เรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนหลวงสวนอนันต์ ธนบุรี กับอาจารย์ เอส.จี.แมคฟาแลนด์ ปัจจุบันโรงเรียนนี้คือโรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด

จากการที่มีผลการสอบไล่ดีเด่น โดยสอบได้ที่ 1 ในทุกวิชา และได้รับพระราชทานรางวัลชั้นที่1 ทำให้พระยาภิรมย์ภักดีได้รับการคัดเลือกให้เป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนสุนันทาลัย ( โรงเรียนราชินีในปัจจุบัน ) ได้รับเงินเดือนๆละ 15 บาท

หลังจากสอนหนังสือประมาณเกือบ 1 ปี พระอรรคชายาเธอ ( พระวิมาดาเธอกรมหมื่นสุทธาสินีนาฎปิยมหาราช ) ได้ติดต่อขอให้ พระยาภิรมย์ภักดีไปช่วยสอนหนังสือแก่เด็กอนาถา โดยได้รับเงินเดือนๆละ 30 บาท หลังจากสอนหนังสือที่โรงเรียนประมาณ1ปีเศษ จึงได้สมัครงานเป็นเลขานุการกระทรวงธรรมการ ( ปัจจุบัน คือ กระทรวงศึกษาธิการ )

การทำงานทางด้านการค้าขาย

เมื่อพระยาภิรมย์ภักดี มีอายุ 21 ปี ได้เริ่มเปลี่ยนจากการ ทำงานราชการ มาทำงานที่ห้าง " กิมเซ่งหลี "ซึ่งห้างกิมเซ่งหลี มีกิจการโรงสีไฟ ป่าไม้ และโรงเลื่อยจักร ในตำแหน่งเสมียนมีหน้าที่เป็นล่าม แปลหนังสือภาษาอังกฤษ ตอบโต้เกี่ยวกับการสั่งสินค้าเข้าและส่งสินค้าออก แม้เงินเดือนจะน้อยกว่าการเป็นครูแต่การทำงาน 4 ปี กับห้างกิมเซ่งหลี ทำให้พระยาภิรมย์ภักดี ได้ประสบการณ์ในการทำธุรกิจ ค้าขาย และความรอบรู้ในการติดต่อธุรกิจต่างประเทศ

ต่อมาพระยาภิรมย์ภักดีได้สมัครเข้าทำงานที่ " ห้างเด็นนิม็อต แอนด์ ดิกซัน "ซึ่งดำเนินกิจการโรงเลื่อยทำให้มีความรู้ด้านการติดต่อต่างประเทศเพิ่มเติมขึ้น และมีความสามารถในด้านการคิดคำนวนหน้าไม้และพิมพ์เป็นหนังสือออกจำหน่าย

ระหว่างที่ทำงาน พระยาภิรมย์ภักดีได้ลาอุปสมบทที่วัดบพิตรพิมุข เป็นระยะเวลาหนึ่ง และได้กลับไปทำงานที่ "ห้างเด็นนิม็อต แอนด์ ดิกซัน "

เมื่อพระยาภิรมย์ภักดี อายุได้ 30 ปี ได้รับโอกาสจาก หลวงอุดรพานิชย์ ( เจ้าของห้างกิมเซ่งหลี ที่ท่านเคยทำงานด้วย ) ในการหาทุนให้ไปทำการค้าขาย จึงเริ่มทำธุรกิจค้าไม้ โดยซื้อไม้ซุงของห้างกิมเซ่งหลีไปขายต่อให้โรงเลื่อยในคลองบางหลวง คลองบางลำภู และโรงเลื่อยริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเก็บเงินค่าไม้ส่งภายหลังพร้อมทั้งรับซื้อไม้เหลี่ยมและไม้ตับส่งไปขายกับห้างเด็นนิม็อต แอนด์ ดิกซัน ห้างสยามฟอเรส และต่างประเทศ

กำเนิดโรงเบียร์

ในปี 2453 พระยาภิรมย์ภักดีเล็งเห็นว่าการข้ามไปมาระหว่างฝั่งธนบุรีและกรุงเทพฯมีปัญหามาก จึงริเริ่มทำธุรกิจเดินเรือ เรียกว่า "เรือเมล์ขาว " โดยตั้งเป็นบริษัทบางหลวงจำกัด กิจการดำเนินไปด้วยดี จนเริ่มมีคู่แข่งมาก และต่อมาเมื่อปี 2471 ทางราชการจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตรงท่าโรงยางเก่าไปฝั่งธนบุรี และตัดถนนใหม่เชื่อมตลาดพลู ประตูน้ำภาษีเจริญ ตามแนวทางที่เรือยนต์เดินอยู่ พระยาภิรมย์ภักดีจึงเบนเข็มหาธุรกิจอื่นในช่วงระยะเวลานั้น พระยาภิรมย์ภักดี ได้พบมิสเตอร์ไอเซนโฮเฟอร์ ผู้จัดการห้างเพาส์ปิกเคนปัก และได้ลิ้มรสเบียร์เยอรมันแล้วถูกใจ และคิดว่าน่าจะทำขายในเมืองไทยได้ จึงได้ยื่นหนังสือขออนุญาตตั้งโรงต้มกลั่นเบียร์แห่งแรกของประเทศไทย ในปี 2473 เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีโรงเบียร์ในประเทศไทย พระยาภิรมย์ภักดี จึงได้เดินทางไปดูโรงเบียร์ที่เมืองไซ่ง่อน เวียดนาม โรงเบียร์ในยุโรป เช่น กรุงเบอร์ลิน อัมสเตอร์ดัม เฮก ลอนดอน เวนิส และเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสนับสนุนให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย พระยาภิรมย์ภักดี จึงได้รับทราบว่า รัฐบาลอนุญาตให้ทำเบียร์แต่ต้องไม่เป็นโมโนโปลี และในวันที่ 13 ธันวาคม 2474 ได้ขอเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการส่วนตัว ณ วังสุโขทัย และกราบบังคมทูลเรื่องโรงเบียร์ในเมืองไซ่ง่อน พระองค์ท่านได้ทรงแนะนำให้ซื้อเครื่องจักรที่สร้างขึ้นใหม่ เพราะแม้จะแพงกว่า ต่อไปจะกลับถูกกว่า และเตือนว่าการทำการค้ากับเมืองนอกให้ระวังอย่าให้เสียทีแพ้รู้เขาจะขายหน้าชาวไทย

แม้ว่าการก่อตั้งโรงเบียร์จะมีอุปสรรคมากมาย แต่ในที่สุด โรงเบียร์ แห่งแรกของประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้น และ ผลิตเบียร์ไทย เป็นผลสำเร็จในปี 2477

พระยาภิรมย์ภักดี เป็นคนขยันหมั่นเพียร อดทน และมุ่งมั่น จนประสบความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน แต่ขณะเดียวกัน ท่านก็มีความมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรมและการกีฬาของไทย รวมทั้งให้การช่วยเหลือสังคมอยู่เสมอมา โดยในส่วนของกีฬา ท่านมีความสามารถในการเล่นว่าว จึงได้พยายามอนุรักษ์และพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการแข่งขันว่าวให้ได้รับการเผยแพร่ และในด้านการช่วยเหลือสังคมนั้น ท่านได้ให้การสนับสนุนองค์กรการกุศลหลายแห่ง และยังเป็นนักดับเพลิงอาสาสมัคร โดยได้นำเรือเมล์ของท่านออกช่วยดับเพลิง บ้านเรือนที่เกิดเพลิงไหม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ด้วยคุณงามความดีที่พระยาภิรมย์ภักดีได้ปฏิบัติให้แก่ประเทศชาติอย่างเสมอมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ ให้พระยาภิรมย์ภักดี ดังต่อไปนี้

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2454
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น " หลวงภิรมย์ภักดี "

วันที่ 20 ธันวาคม 2460
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น " พระภิรมย์ภักดี "

วันที่ 1 มกราคม 2467
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น " พระยาภิรมย์ภักดี "

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานนามสกุล ภิรมย์ภักดี ให้พระยาภิรมย์ภักดี และบุตรหลาน ใช้นามสกุล ภิรมย์ภักดี แทน เศรษฐบุตร

พระยาภิรมย์ภักดี ได้สมรส กับ คุณหญิงละม้าย และ พระยาภิรมย์
ภักดี มีบุตร 3 ท่าน คือ คุณวิทย์ คุณประจวบ และ คุณจำนงค์

พระยาภิรมย์ภักดี ได้เสียชีวิตในปี (1950 ) สิริอายุ 78 ปี

พระยาภิรมย์ภักดี ด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ ด้านการช่วยเหลือสังคม ด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม